|
:: BKK inside :: Bangkok on tour - ท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร
|
 |
|
 |
| |
|
:: BKK inside ::
:: BKK inside ::
|
|
วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ หรือ "วังหน้า" ในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นริมคลองรอบกรุงหรือคูเมืองกรุงเทพฯ ตรงบริเวณที่ใกลักับวังหน้า เรียกว่า "วัดใหม่" ซึ่งวัดแห่งนี้ต่อมาได้กลายเป็นวัดที่มีสัมพันธ์กับรัชกาลที่ 4 เป็นอย่างมาก
กล่าวกันว่าการที่รัชกาบที่ 4 เสด็จออกผนวชในช่วงเวลาก่อนที่รัชกาลที่ 2 หรือพระราชบิดาของพระองค์จะเสด็จสวรรคตไม่นานนั้น เป็นเพราะทรงลี้ภัยทางการเมือง จึงเสด็จออกผนวชเพื่อให้การสืบราชสมบัติเป็นไปโดยปราศจากข้อกังวลใดๆ และแสดงว่าพระองค์มิได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
นักวิชาการบางท่านอธิบายว่าการที่รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า "บวรนิเวศ" นั้น มีนัยทางการเมืองแฝงอยู่นั้น นั้นคือในช่วงที่รัชกาลที่ 3 ทรงเชิญวชิรญาณภิกขุเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศนั้น การพระราชทานนามว่า "บวรนิเวศ" ซึ่งคล้ายกับ "บวรสถาน" อันเป็นคำที่ใช้เรียก "วังหน้า" นั้นจึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ในการยกพระราชฐานะของวชิรญาณภิกขุให้เทียบเท่าพระมหาอุปราชวังหน้า และบอกเป้นนัยว่าพระองค์เป็นเป็นผุ้หนึ่งที่มีสิทธิธรรมในการครองราชย์สืบต่อไป
วชิรญาณภิกขุทรงครองวัดบวรนิเวศเป็นเวลานานถึง 14 ปี ก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ ในเวลาต่อมา ในระหว่างที่ทรงครองวัดแห่งนี้เป็นช่วงที่ทรงเผยแพร่ "ธรรมยุติกนิกาย" ให้แพร่ขยายกว้างขวางตั้งมั่นในที่สุด
ความรู้อันทันสมัยต่างๆ มากมายที่ทรงศึกษาบ่มเพาะ ณ วัดแห่งนี้ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อแนวความคิดในการปกครองบ้านเมืองในเวลาต่อมา จนกล่าวได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาญาณยิ่งในการนำพาประเทศผ่านลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกมาได้อย่างปลอดภัย
วัดทรงผนวช
นับตั้งแต่วชิรญาณภิกขุเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา วัดบวรนิเวศซึ่งเป็นวัดรัชกาลที่ 4 ทรงเคยประทับอยู่เป็นเวลานาน ก็กลายเป็นวัดที่ใกล้ชิดกับพระบรมวงศานุวงศ์เป็นอย่างยิ่ง
บรรดาพระราชวงศ์จำนวนมากต่างนิยมมาผนวชหรือประทับจำพรรษาอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ ตามรอยพระยุคลบาทของรัชกาลที่ 4 จนกลายเป็นธรรมเนียมนิยมสืบต่อมา และไม่เพียงจำกัดอยู่แต่ะราชวงศ์เท่านั้นหากยังขยายไปสู่ชนชั้นนำในสังคมอีกด้วย
ที่สำคัญก็คือ พระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา แทบทุกรัชกาลจะทรงผนวชหรือเสด็จประทับจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ การผนวชของพระมหากษัตริย์หรือราชวงศ์นั้น มักทูลเชิญเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จสังฆราชเจ้ามาเป้นพระอุปัชญาย์ โดยตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 9 เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศทรงเป็นชื้อพระวงศ์ต่อเนื่องมาโดยตลอดจิตรกรรมใหม่ แบบ ธรรมยุต
จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วิหารแบบดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า “จิตรกรรมแนวประเพณี” นั้น มักวาดเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก จักรวาล นรกสวรรค์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องพระพุทธศาสนาที่สะท้อนถึงโลกทัศน์ของคนในเวลานั้นที่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ชาตินี้ชาติหน้า แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3-4 เมื่อโลกทัศน์ของชนชั้นนำเริ่มเปลี่ยนแปลงมาสู่แนวคิดเรื่องเหตุผลนิยม ความเป็นจริงบนโลก เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ที่จะพัฒนาตนเองได้ มิใช่เกิดจากกกรมเก่า จิตรกรรมในโบสถ์วิหารก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเขียนเรื่องอื่นๆ ตามโลกทัศน์ใหม่
พระอุโบสถ
มีแบบแปลนแผนผังที่แปลกคือ เป็นอาคารแบบตรีมุขมีปีกยื่นออกมาสองข้าง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบลูกฟูกแบบจีน หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางมีตรามหามงกุฏ ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นลายปูนปั้นปิดทองผนังภายในเขียนภาพฝรั่งแสดงปริศนาธรรมฝีมือขรัวอินโข่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระสุวรรณเขต พระพุทธชินสิงห์ พระนิรันตราย พระพุทธนินนาท เป็นต้น
ประตูเชี่ยวกาง
เป็นซุ้มประตูใหญ่ของกำแพงวัดที่บายประตูสลักภาพทวารบาลอย่างจีน
พระตำหนักปั้นหยา
รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช
พระตำหนักเพชร
เป็นตึกฝรั่งปนไทย ท้องพระโรงตกแต่งอย่างงดงม แต่เดิมเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของไทย
มหามกุฏราชวิทยาลัย
รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ เปิดทำการสอน 4 คณะคือ ศาสนา และปรัชญา มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์และศึกษาศาสตร์
พระพุทธรูปสำคัญ พระไพรีพินาศ - ประดิษฐานอยู่บนลานประทักษิณพระเจดีย์ วชิรญาณภิกขุ หรือที่ต่อมาคือรัชกาลที่ 4 ทรงได้รับมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศ พระพุทธชินสีห์และพระสุวรรณเขต - ในโบสถ์มีพระประธาน 2 องค์ องค์ที่อยู่ด้ายหลังคือพระสุวรรณเขตหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระโต พระชินสีห์เป็นพระพุทธรูปฝีมือข่างสุโขทัย พระพุทธวชิรญาณ - ประดิษฐานอยู่กลางวิหารเก๋ง รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้หล่ออุทิศถวายรัชกาลที่ 4
พระศาสดา - เดิมเคยสถานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนธาตุมาก่อน แล้วถูกอัญเชิญไปไว้ที่วัดอ้อยช้าง วัดประดู่ฉิมพลี สุดท้ายจึงอัญเชิญมาประดิษฐานในวิหารพระศาสดา |
| |
|
|
|
 |
|
 |
|